ที่เที่ยวธรรมชาติ ญี่ปุ่น ประเทศมากเสน่ห์ มีทั้งบรรยากาศเมืองอันแสนทันสมัย และธรรมชาติสวยๆ หลากหลายแนว ไปกี่ครั้งก็ไม่รู้จักเบื่อ ยิ่งสายเที่ยวธรรมชาติ จะต้องไม่พลาด 12 ที่เที่ยวธรรมชาติ ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นวิวภูเขา ทะเลสาบ น้ำตก ทะเล และ ทะเลทราย ก็มีครบ สวยอลังการ บอกเลยว่าไปฤดูไหนก็ดีต่อใจ~

1. Lake Yamanakako
ทะเลสาบยามานากาโกะ ที่เที่ยวธรรมชาติ ญี่ปุ่น

ที่เที่ยวธรรมชาติ ญี่ปุ่น ทะเลสาบยามานากาโกะ (Lake Yamanakako) หนึ่งใน 5 ทะเลสาบรอบ ภูเขาไฟฟูจิ (Mt. Fuji) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟฟูจิมากที่สุด ด้วยทิวทัศน์สุดอลังการของสายน้ำและขุนเขา ทำให้ทะเลสาบยามานากาโกะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO พร้อมกับภูเขาไฟฟูจิ อุทยานแห่งชาติฟุจิ-ฮะโกะเนะ-อิซุ และน้ำตกชิระอิโตะ เมื่อปี 2013

รอบๆ ทะเลสาบนั้นมีกิจกรรมให้ทำมากมายค่ะ ใครอยากชมวิวทะเลสาบแบบชัดๆ ก็ต้องไปนั่ง เรือสวอนเลค (Swan Lake) เรือนำเที่ยวรูปหงส์ขนาดใหญ่ และ รสบัส Yamanakako no Hippo รถบัสสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกที่จะพาคุณเที่ยวชมรอบๆ ทะเลสาบ จากนั้นก็ไปชมวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมก็ต้องห้ามพลาด หมู่บ้านนินจา โอชิโนะ ชิโนบิ โนะ ซาโตะ (Ohshino Shinobi no Sato) หมู่บ้านเก่าแก่ที่พัฒนาให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มาพร้อมกับการแสดงของเหล่านินจาให้ชมกันอย่างสนุกสนานด้วย

2. Nachi Falls
น้ำตกนาชิ

ชมความอลังการงานสร้างของ น้ำตกนาจิ (Nachi Falls) น้ำตกที่สูงและใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ไหลลงมาจากหน้าผาสูง 133 เมตรและลึก 10 เมตร เคียงคู่กับ วัดนาจิซัง เซกันโทจิ (Seigantoji Temple) หอเจดีย์สีแดงอันงดงาม ซึ้งเป็นส่วนหนึ่งของ มรดกโลกเส้นทางคุมะโนะโคะโด ในจังหวัดวากายามะ (Wakayama) ภูมิภาคคันไซ นับเป็นแลนด์มาร์คหนึ่งที่ไม่ควรพลาดของญี่ปุ่นเลยค่ะ

3. Arashiyama
อาราชิยามะ

อาราชิยามะ (Arashiyama) เป็นเขตท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในเกียวโต เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์อันน่าสนใจ โดยเฉพาะ ป่าไผ่ซากาโนะ(Sagano bamboo forest) ป่าไผ่ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเกียวโต ตลอดเส้นทาง 500 เมตร เราจะได้เห็นต้นไผ่สีเขียวสูงชะลูดเรียงรายทั้งข้างทาง ใครที่เหนื่อยล้า หากได้มาเดินเล่นกลางป่าไผ่ ฟังเสียงธรรมชาติ ก็เหมือนกับการได้พักชาร์จแบ็ตไปในตัวค่ะ

นอกจากนี้ป่าไผ่แล้ว เขตอาราชิยามะยังมีที่เที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจอีก ไม่ว่าจะเป็น วัดเท็นริวจิ (Tenryu-ji Temple) วัดเก่าแก่ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก สวนลิงอาราชิยามะ (Arashiyama Monkey Park Iwatayama) และ สะพานโทเก็ตสึเคียว (Togetsu-kyo Bridge) สะพานข้ามแม่น้ำคัตสึระ (Katsura River) ที่เป็นจุดชมวิวชื่อดังในเกียวโต โดยเฉพาะในช่วงซากุระบาน

4. Urabandai
อุระบันได

อุระบันได ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติบันได-อาซาฮิ (Bandai-Asahi National Park) จังหวัดฟุกุชิมะ (Fukushima) เป็นศูนย์รวมบึงน้ำ ทะเลสาบ และธรรมชาติอันงดงามบนที่ราบสูงทางทิศเหนือของ ภูเขาบันได (Mount Bandai) ซึ่งเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟในระแวกนั้นเมื่อปี ค.ศ. 1888 ทำให้มีบึงน้ำและทะเลสาบเกิดขึ้นอยู่มากมายค่ะ ภายในอุทยานฯ นั้นมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติอยู่หลายแห่ง แต่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ เส้นทางโกชิกินุมะชิเซ็นทันโชโร (Goshiki Nature Trail) หรือ เส้นทางทะเลสาบ 5 สี ศูนย์รวมบึงน้ำกว่า 20-30 แห่ง รวมถึง บิชามงนูมะ (Bishamon-numa) บึงน้ำที่มีผืนน้ำสีฟ้ามรกตไล่สีเป็นเฉดสีต่างๆ งดงามราวกับภาพวาดเลยทีเดียว

5. Kamikochi
คามิโคจิ

คามิโคจิ (Kamikochi) แหล่งธรรมชาติที่สวยงามที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,500 เมตร ในจังหวัดนากาโน่ (Nagano) ประเทศญี่ปุ่น โอบล้อมไปด้วยเทือกเขาขนาดใหญ่และ แม่น้ำอาซุสะ (Azusa River) แม่น้ำสีฟ้าใสแจ๋วที่ทอดยาวตลอดหุบเขา เป็นจุดชมวิว Japan Alps ที่สวยงามที่สุด จนถูกขนานนามให้เป็น สวิสเซอร์แลนด์แห่งประเทศญี่ปุ่น เลยทีเดียว

คามิโคจิจะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติหลักๆ อยู่ 2 เส้น คือ เส้นทางระหว่าง บึงไทโช (Taisho Pond) กับ สะพานกัปปะ ความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร และ เส้นทาง บึงไทโช ไปจนถึง สะพานเมียวจิน (Myojin Bridge) ในระยะทาง 7 กิโลเมตร ระหว่างทางเราก็จะได้ชมป่าเขา และธารน้ำอันแสนสดชื่นเป็นระยะ ซึ่งในแต่ละฤดูก็จะมีความงดงามที่แตกต่างกันออกไปค่ะ

6. Daisetsuzan National Park
อุทยานแห่งชาติไดเซสึซัง

ขึ้นมาเที่ยวทางเหนือที่ ฮอกไกโด กันบ้างค่ะ อุทยานแห่งชาติไดเซสึซัง (Daisetsuzan National Park) เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 2,267 ตารางกิโลเมตรกิน ตั้งแต่ทางตอนใต้ของ เมืองอาซาฮีคาวะ (Asahikawa) เมืองคามิคาวะ (Kamikawa) เมืองบิเอะ (Biei) ตลอดไปจนถึง เมืองฟูราโนะ (Furano) ลักษณะภูมิประเทศภายในอุทยานส่วนใหญ่จะเป็นเทือกเขาสูง โดยมียอดเขาสูงสุดคือ อะซาฮิดาเกะ (Asahidake) สูง 2,290 เมตร เป็นจุดชมซากุระ และใบไม้เปลี่ยนสีอันขึ้นชื่อของฮอกไกโด แถมในฤดูหนาวยังเป็นสถานที่ที่หิมะตกเป็นที่แรกในฮอกไกโดด้วย

7. Biei Blue Pond
บ่อน้ำสีฟ้า เมืองบิเอะ

ยังคงอยู่ในฮอกไกโดกันต่อกับ Blue Pond หรือ Aoi-ike ที่แปลว่า “บ่อน้ำสีฟ้า” เป็นบ่อน้ำที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันโคลนถล่มของภูเขาไฟในบริเวณเมืองบิเอะ สีของบ่อน้ำนั้นเกิดจากอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์จากการปะทุของภูเขาไฟที่ตกตะกอนอยู่ในน้ำ เมื่อสะท้อนกับแสงแดดก็เกิดเป็นสีฟ้าสดใส และจะสวยสุดๆ เมื่อตัดกับหิมะสีขาวโพลนในช่วงฤดูหนาวค่ะ

8. Shiratani Unsuikyo
ป่าชิระทานิอันซุยเคียว

ป่าชิระทานิอันซุยเคียว (Shiratani Unsuikyo) ผืนป่าอายุกว่าพันปีใน จังหวัดคาโกชิมะ (Kagochima) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดย UNESCO เมื่อปี 1993 นับเป็นพื้นที่ที่มีป่าซีดาร์ (Sugi) หรือ ป่าทึบกึ่งเขตร้อนมากที่สุดในญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีความหลากหลายทางชีวภาพของผืนป่าดึกดำบรรพ์ ความงดงามอันน่าพิศวงทำให้ที่นี่ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจของฉากป่าในการ์ตูนจิบลิ โมโนโนเกะฮิเมะ เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร (Princess Mononoke 1997) รวมถึงเป็นที่เที่ยวธรรมชาติชื่อดังที่ผู้คนมักจะมาตั้งแคมป์ เดินป่า แช่บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง

9. Totori Sand Dunes
ทะเลทรายทตโตริ

เนินทรายทตโตริ (Tottori Sand Dunes) เนินทรายขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ที่ทอดตัวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกด้วยพื้นที่ทั้งหมด 30 ตารางกิโลเมตร เลียบชายฝั่งทะเลตะวันออก (East Sea) หรือ ทะเลญี่ปุ่น (Sea of Japan) ในความยาว 16 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของ อุทยานธรณีซันอินไคกัง (San’in Kaigan Geopark) เกิดจากการสะสมของตะกอนที่พัดผ่านมาพร้อมกับกระแสน้ำทะเล ทับถมกันเป็นเวลา 100,000 ปีจนเกิดเป็นเนินทรายขนาดใหญ่ แต่ละจุดจะมีระดับความสูงต่ำไม่เท่ากัน แต่นั่นกลับเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เนินทรายแห่งนี้น่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น

ไฮไลท์ของการมาเที่ยวเนินทรายทตโตริก็คือ การขี่อูฐ ขึ้นไปบนเนินทราย รวมถึงเล่น แซนบอร์ด และ ร่มร่อนพาราไกลดิ้ง เพื่อชมวิวสวยๆ ของเนินทรายจากมุมสูง นอกจากนี้ก็ยังมี พิพิธภัณฑ์ศิลปะทราย (The Sand Museum) ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเนินทรายนัก เป็นสถานที่จัดแสดงประติมากรรมทรายแห่งแรกของโลกและแห่งเดียวของญี่ปุ่น ทำให้เราได้ชมผลงานศิลปะที่สรรสร้างจากทรายได้อย่างไม่ซ้ำกันในแต่ละปี

10. Yurigahama Beach
ชายหาดยูริกาฮามะ

นอกจากภูเขาและน้ำตกแล้ว ที่เที่ยวทะเลของญี่ปุ่นเองก็สวยไม่เบาเลยนะ! ชายหาดยูอิกาฮามะ (Yurigahama Beach) ชายหาดสีขาวแสนสวยที่รายล้อมไปด้วยน้ำทะเลสีฟ้ามรกต ใสจนเห็นแนวปะการังและโขดหินใต้ท้องทะเลเลย ขนาดของชายหาดจะจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาน้ำขึ้น-น้ำลง เหมาะกับการไปเที่ยวในช่วงเดือนเมษายน-ตุลาคม เพราะระดับน้ำทะเลจะลดลงต่ำ ทำให้เห็นชายหาดสีขาวได้อย่างชัดเจน และด้วยบรรยากาศสุดโรแมนติก จึงทำให้ที่นี่เป็นจุดถ่ายรูปพรีเวดดิ้งยอดนิยมของคู่รักเลยแหละ

11. Miyako Island
เกาะมิยาโกะ

มิยาโกะ (Miyako Island) ตั้งอยู่กลางทะเลห่างจากเกาะโอกินาว่าถึง 300 กิโลเมตร เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโอกินาว่า และใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะมิยาโกะ มีไฮไลท์เป็น หาดมาเอะฮามะ (Maehama Beach) หาดโยชิโนะ (Yoshino Beach) หาดสุนายามะ (Sunayama Beach) และ แหลมฮินางาชิ เฮนนาซากิ (Higashi-Hennazaki) จุดชมวิวท้องทะเลอันกว้างใหญ่ที่สวยที่สุดบนเกาะ ส่วนมากผู้คนจะนิยมมาดำน้ำดูปะการัง เล่นน้ำ และเดินเล่นบนหาดทรายกันบนเกาะแห่งนี้ค่ะ

12. Kameiwa Cave
อุโมงค์คาเมวะ

ชม ปรากฏการณ์แสงรูปหัวใจ ที่ อุโมงค์คาเมวะ (Kameiwa Cave) และ น้ำตกโนมิโสะ (Nomizo Waterfall) ความงดงามอันน่าอัศจรรย์ใจภายใน สวนชิมิสุ (Shimizu Keiryū Park) เมืองคิมิตสึ (Kimitsu) จังหวัดชิบะ (Chiba) แต่ขอบอกเลยว่าการไปชมปรากฏการณ์นี้ไม่ง่ายเลย เพราะจะมีให้เห็นเฉพาะในวันที่กลางวันและกลางคืนเท่ากันเท่านั้น โดยในแต่ละปีจะมีเพียง 2 วันในเดือนมีนาคมและเดือนกันยายนค่ะ แต่นอกเหนือจากปรากฏการณ์นี้แล้ว เสน่ห์ของสวนชิมิสุก็ยังมีให้เห็นอยู่ตลอดปี ทั้งการชมหิ่งห้อยในฤดูร้อน และชมใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *